เคพีเอ็มจี จัดงานแนะโอกาสและความเสี่ยง การลงทุนในประเทศเมียนมา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เคพีเอ็มจี จัดงานสัมมนา KPMG Myanmar Business Outlook 2018 เพื่อร่วมพูดคุยในหัวข้อ “การลงทุนในประเทศเมียนมา” พร้อมถกประเด็นทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มด้านการพัฒนาในตลาดการลงทุนที่น่าจับตามองในปี 2561 การสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากโทมัส ชาน กรรมการบริหารและหัวหน้า ฝ่ายภาษีและธุรกิจ เคพีเอ็มจี ประเทศเมียนมา เป็นผู้บรรยาย

กฎหมายการลงทุนของเมียนมา (Myanmar Investment Law – MIL) ใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 และกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Myanmar Special Economic Zone Law – SEZL) มีความสำคัญสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ภายใต้กฎมายการลงทุนใหม่และกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลเมียนมาให้หลักประกันที่จะไม่เข้าไปถือครองของเอกชนมาเป็นของรัฐ พร้อมยกเว้นภาษีเงินได้ และมอบสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลในอุตสาหกรรมหลัก อาทิ เกษตรกรรมและธุรกิจบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพและความเชี่ยวชาญ ด้วยผลประโยชน์ที่จะได้รับและความพร้อมของตลาดใหม่ ประเทศเมียนมาจึงน่าจะเป็นตลาดที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนชาวไทย ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเมียนมาได้ออกกฎหมายบริษัทฉบับใหม่ แม้จะมีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้ คาดการณ์ว่า จะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้ามายังประเทศเมียนมา เนื่องจากนักลงทุนชาวต่างชาติจะสามารถลงทุนได้เพิ่มขึ้นถึง 35% ในอุตสาหกรรมที่ไม่อนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติในอดีต

ด้วยข้อได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์และประชากร ประเทศเมียนมานับเป็นหนึ่งในดินแดนยุทธศาสตร์ที่น่าเข้าไปจับจองพื้นที่การลงทุน และยังเป็นประเทศที่อยู่ใน 2 จาก 6 เส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนภายใต้โครงการริเริ่มแถบเศรษฐกิจและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ในการเชื่อมต่อประเทศจีนเข้ากับเอเชียใต้และส่งเสริมการติดต่อภายในอาเซียน นักลงทุนต่างจับตามองการดำเนินการดังกล่าวในช่วงแรก เนื่องจากการเชื่อมต่อกับตลาดที่สำคัญในภูมิภาคจะช่วยกระตุ้นการเติบโตและแก้ไขปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกังวลของนักลงทุน

โทมัส ชาน กรรมการบริหารและหัวหน้า ฝ่ายภาษีและธุรกิจ เคพีเอ็มจี ประเทศเมียนมา แนะว่า “ประเทศเมียนมาเปิดโอกาสในการลงทุนมากพอสมควร และนักลงทุนควรใช้จุดแข็งของตนเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นในช่วงแรก นักลงทุนชาวไทยควรใช้ประโยชน์จากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านและความเชี่ยวชาญในด้านการให้บริการ เกษตรกรรม การดูแลสุขภาพและอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อขยายโอกาสการลงทุนที่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน ธุรกิจสัญชาติเมียนมาก็มองหาคู่ค้าที่เหมาะสมและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการแข่งขันในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น”

Social profiles