กองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ หนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เลี้ยงปูไข่

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ลงพื้นที่  เยี่ยมชมผลการดำเนินงานส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อช่วยเหลือชุมชน “ธนาคารปูไข่”(ปูม้า) ภายในศูนย์ศึกษา  การพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล มรดกทางอาชีพของชาวเลในพื้นที่อย่างยั่งยืน


ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ชุมชนจันทบุรีและตราดที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลมักจะประกอบอาชีพการประมงเป็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ 3 น้ำ ทำให้มีกุ้ง หอย ปู ปลาที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ปูไข่เป็นที่นิยมในการบริโภคมาก อาจเกิดภาวะขาดแคลนพันธุ์ปู ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินโครงการธนาคารปูไข่ (ปูม้า) เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนพันธุ์ปูและ  เป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ปูไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับธนาคารปูไข่ เปรียบเสมือนโรงพยาบาลรับฝากท้องของบรรดาแม่ปูทั้งหลาย จึงมีการทำกติการ่วมกันว่า เมื่อชาวประมงจับปูไข่ได้ โดยเฉพาะปูไข่นอกกระดองที่สามารถผลิตลูกได้เป็นล้านตัว ให้นำมาฝากธนาคารปูไว้ เมื่อแม่ปูฟักไข่เป็นลูกปูเล็ก ๆ แล้ว  ก็จะนำไปปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ เพื่อกลายเป็นแหล่งอาหารต่อไป แต่การดำเนินงานยังประสบปัญหาเรื่องอัตราการรอดชีวิตของลูกปู เนื่องจากในบางครั้งเกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับจะทำให้ระบบออกชิเจนหยุดการทำงานส่งผลให้ลูกปูที่กำลังอนุบาลตายลง หากมีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นต้นแบบพลังงานทดแทนและใช้เป็นไฟฟ้าสำรองเมื่อเกิดไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับระบบต่าง ๆ ก็ยังทำงานได้ปกติ เพิ่มโอกาสให้ลูกปูหลายแสนตัวรอดชีวิตได้

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ธนาคารปูไข่) ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่  จ.จันทบุรี เป็นโครงการภายใต้โครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงานปี 2560 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนติดตั้งระบบเติมอากาศบ่ออนุบาลปูด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยรูปแบบของธนาคารปูไข่เป็นการอนุรักษ์และเพิ่มทรัพยากรปู

โดยดำเนินการจัดหาและติดตั้งระบบเติมอากาศด้วยพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ขนาด 1,500 วัตต์ ภายในบ่ออนุบาลปูม้าไข่ รวมทั้งใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 4 ระบบ เพื่ออนุรักษ์ และเพิ่มประชากรปูไข่ นอกจากนี้จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างเหมาะสม จากการประเมินผลพบว่า ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้กว่า 29,500 บาทต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนตามนโยบายกระทรวงพลังงาน ไม่น้อยกว่า 0.67 toe/ปี หรือคิดเป็นคิดเป็น 7,800 หน่วย/ปี จาก     บ่ออนุบาลจะช่วยเติมเต็มชีวิตสัตว์ท้องทะเลในปริมาณเพิ่มขึ้น ชาวประมงชายฝั่งจึงได้รับประโยชน์จากการจับไปขายสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้รัฐบาลโดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีความพร้อมที่จะช่วยส่งเสริม “ธนาคารปูไข่” ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งในอีก 3 ปีนี้ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีความตั้งใจช่วยสนับสนุนการจัดตั้งส่งเสริมธนาคารปูไข่ (ปูม้า) อีกกว่า 100 จุดต่อปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ประชาชนที่มาทำธนาคารปูไข่ มักจะเป็นจิตอาสาที่ทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ โดยรัฐบาลจะพร้อมช่วยเหลือในการลดค่าไฟฟ้าเพราะกิจกรรมนี้ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก โดยสังเกตุจากเวลาที่ปูวางไข่แล้ว เขี่ยไข่ออก จะต้องได้รับออกซิเจนตลอดระยะเวลา 7 วันที่แม่ปูพักฟื้น อีกทั้งธนาคารปูไข่หลายแห่งก็อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือตั้งอยู่ในพื้นที่ปลายสาย ที่มักมีไฟตกไฟดับบ่อย

หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่พลังงานจังหวัดในทุกจังหวัด ในการยื่นข้อเสนอโครงการที่จะขอรับการสนับสนุนปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 สิงหาคม 2561 (เวลา 16.30 น.)

Social profiles