ชูโครงการต้นแบบ “หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์” ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ในงาน “SD Symposium 2018”

เศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ซึ่งเป็นแนวคิดการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่การผลิต การบริโภค จนถึงการนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบนั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถมีบทบาทขับเคลื่อนเท่านั้น แต่ในระดับชุมชนก็สามารถใช้ทรัพยากรในการสร้างรายได้อย่างรู้คุณค่า โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดเป็นสินค้าหรือบริการที่สอดแทรกนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และยึดการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับ “โครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือ OVOP (One Village One Product) ประเทศญี่ปุ่น ที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังไปทั่วโลกจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและการท่องเที่ยว รวมทั้งอีกหลายชุมชนในประเทศไทย เช่น ไม้หมอนฟาร์ม จ.เชียงราย สวนยายดา เจ๊บุญชื่น จ.ระยอง และโครงการ Paper Band ถักทอสายใยสานใจชุมชน จ.กาญจนบุรี ที่ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ในงาน “SD Symposium 2018 ซึ่งเอสซีจีจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Circular Economy: The future we create” เมื่อเร็วๆ นี้

พลิกฟื้นชนบทด้วยภูมิปัญญา ยึดหลักพอเพียงนำพารายได้ให้ชุมชน

คุณทาดาชิ อูชิดะ ประธานโครงการ OVOP (Mr. Tadashi Uchida, President of International OVOP Exchange Committee) เล่าถึงภูมิหลังของ OVOP ซึ่งเริ่มต้นในเมืองโออิตะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น  ว่าที่นั่นเป็นเมืองเล็ก ๆ ในชนบทที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของชุมชนถูกลืม คนหนุ่มสาวย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ ทิ้งผู้สูงอายุไว้เช่นเดียวกับภูมิปัญญาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการสานต่อ ชนบทจึงขาดพละกำลัง เกิดความยากจน กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนในปี 2512 ด้วยการสร้างรายได้ให้ชุมชน

คุณอูชิดะ ขยายความถึงเป้าหมายของ OVOP ว่าต้องการยึดหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” มากกว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งนับว่าโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือรัชกาลที่ 9 ได้ทรงให้แนวทางไว้ ซึ่งการจะทำให้ชุมชนมีรายได้ที่ยั่งยืนได้ ต้องอาศัยความพอใจและความพอเพียง OVOP จึงเน้นให้ชุมชนทำสิ่งที่มีความสุข โดยใช้สิ่งที่มีในท้องถิ่นซึ่งใช้งบประมาณไม่มากในการทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ บนหลักการพึ่งพาตัวเองที่ใครก็ทำได้ ไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่

“เรามีเทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้เหมือนกับทั่วโลก ได้แก่ 1.การหมัก เช่น เหล้าสาเก 2.การตากแห้ง เช่น เห็ดอบแห้ง 3.การดอง เช่น ผักดองน้ำส้มสายชู 4.การรมควัน เช่น ไส้กรอก แฮม 5.การนึ่ง 6.การทอด 7.การคั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกรรมวิธีที่แทบจะไม่ต้องใช้เงินก็สามารถทำได้ หรืออาจจะเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดจากภาคเกษตรกรรม เช่น Green Tourism หรือ Agritourism ที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั่นเอง”

ชุมชนเริ่มด้วยความสุข องค์กรท้องถิ่นหนุนด้วยโอกาส ต่อยอดสินค้าสู่การท่องเที่ยว

คุณอูชิดะ ยกตัวอย่างจุดเริ่มต้นของ OVOP ที่เกิดจากคนในหมู่บ้านริเริ่มทำสินค้าเอง เช่น เกษตรกรแม่บ้าน Megumi-Kai ที่รวมกลุ่มกันเพื่อปลูกมะเขือเทศสดและนำมาทำซอสมะเขือเทศ ซึ่งหากพวกเขาคิดว่าจะต้องสู้กับตลาดใหญ่ๆ คงจะไม่สามารถทำจนประสบความสำเร็จได้ แต่ทุกคนกลับลองทำจริงจนซอสมะเขือเทศที่ทำด้วยมือและไม่มีส่วนผสมอื่นๆ สามารถขายได้ถึง 50,000 ขวดต่อปี สร้างมูลค่าเป็นเงินได้ถึง 20 ล้านเยน โดยที่ทุกคนต่างมีความสุขกับการทำงานร่วมกับเพื่อนในชุมชน และยังคงทำมาจนถึงทุกวันนี้

“สิ่งที่ OVOP ทำไม่ใช่นโยบายจากภาครัฐแต่เป็นการเคลื่อนไหวของชุมชน โดยมีผู้ว่าเมืองโออิตะช่วยต่อยอด โดยผลิตภัณฑ์ต้องมีเงื่อนไข 3 อย่าง คือ 1.คุณภาพต้องคงที่ 2.สามารถผลิตได้สม่ำเสมอ เพราะ OVOP มีคุณลักษณะอยู่ระหว่างอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน (Primary Industry) และอุตสาหกรรมขั้นทุติยะ (Secondary Industry) ที่นำผลผลิตจากอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานมาแปรรูป 3.ผ่านการรับรองมาตรฐาน และทดลองขายในตลาดก่อนอย่างน้อย 2-3 ปี โดยชุมชนต้องอดทนรอ และศึกษาการทำบัญชีและเงินสดหมุนเวียนด้วย กระทั่งเมื่อมีการถามหาสินค้าเกิดขึ้น ตลาดก็จะตามมาแบบปากต่อปาก ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ควรสนับสนุนโอกาส เช่น การจัดงานออกร้านประจำปี การจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเพื่อการผลิต หรือการมีร้านค้าปลีกซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณมาก”

จากนั้นสิ่งที่จะตามมา คือ การท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบัน OVOP มีอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ การเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยชุมชนโออิตะพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวในสองรูปแบบแรกมากกว่า จึงควรเน้นการสร้างความรู้และแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากมาท่องเที่ยว เช่นเดียวกับประเทศไทย เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้มาสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น และทำให้รายได้เกิดการกระจายไปถึงชุมชน

คุณอูชิดะกล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากมีโอกาสได้เยี่ยมชมการทำผลิตภัณฑ์และพูดคุยกับชุมชนในภาคเหนือ แล้ว เห็นว่าการพัฒนาสินค้าชุมชนของไทยมีทิศทางที่ดีเพราะมีหลายภาคส่วนสนับสนุน และยังหวังว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน เพื่อจุดประกายให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการนำพลังชุมชนมาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบต่อไป

เน้นใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ในงาน “SD Symposium 2018” ยังมีชุมชนตัวอย่างในประเทศไทยที่ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ไม้หมอนฟาร์ม จ.เชียงราย โดยคุณอารีพร สุยะ และคุณสุนันท์ สุยะ ที่ได้บอกเล่าว่า จากการที่เชียงรายเป็นเมืองสมุนไพร ชุมชนจึงคิดทำเรื่องสมุนไพรร่วมกันอย่างพอเพียง โดยนำทุกอย่างมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และจากการที่ไม้หมอนฟาร์มมีเครื่องกลั่นสมุนไพรหอมระเหย จึงสนับสนุนให้ชุมชนนำสมุนไพรมาทำน้ำมันหอมระเหย เมื่อมีเศษสมุนไพรเหลือจากการต้มก็นำมาผสมกันจนเป็นก้อนหอมปรับอากาศสำหรับรถและห้องนอน นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างทดลองทำดินเพาะกล้าไม้ จากต้นกระถินริมรั้วซึ่งเดิมต้องตัดทิ้ง แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ด้าน คุณบุญชื่น โพธิ์แก้ว จากสวนยายดา เจ๊บุญชื่น จ.ระยอง ร่วมแบ่งปันว่า สวนผลไม้ปลอดสารพิษแห่งนี้เปิดเป็นบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ซึ่งเดิมได้นำเปลือกผลไม้ที่ทิ้งไว้เป็นตันๆ ไปทำปุ๋ยหมัก แต่เมื่อเห็นโครงการเลี้ยงไส้เดือนดินจึงคิดว่าน่าจะเพิ่มมูลค่าได้ ด้วยการนำเปลือกทุเรียนซึ่งย่อยสลายง่ายที่เหลือจากการทำปุ๋ยหมักมาเลี้ยงไส้เดือนดิน ทำให้ได้ทั้งปุ๋ยใส่สวนและเพิ่มรายได้จากการขาย จนเป็นต้นแบบการเกษตรอินทรีย์

ส่วน คุณสุพัตรา เงินสมบัติ จากโครงการ Paper Band ถักทอสายใยสานใจชุมชน จ.กาญจนบุรี  เล่าว่า ชุมชนท่าตะคร้อรู้จัก Paper Band หรือเส้นเทปกระดาษ จากการไปดูงานที่โรงงานวังศาลาของเอสซีจี จึงคิดว่าน่าจะนำไปทำประโยชน์ได้ นอกจากนำไปรีไซเคิลเป็นเยื่อใหม่ จึงนำมาสานเป็นตะกร้าที่มีความสวยงาม นอกจากนี้ ยังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน

เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนซึ่งเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้จากความร่วมมือและการเห็นความสำคัญของคนในชุมชน ที่กล้าคิด กล้าทำ จึงสามารถเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน

Social profiles