เปิดม่านสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ผลัก 4 เรื่องหลัก ‘มะเร็ง-เพศภาวะ-การใช้ยา-แร่ใยหิน’

คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) แถลงข่าว การจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิดก้าวทันการเปลี่ยนแปลง…สู่การพัฒนาสังคมสุขภาวะโดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นพ.กิจจา เรืองไทย ประธาน คจ.สช. กล่าวว่า “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นพื้นที่กลางที่เปิดให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยคำว่า “สุขภาพ” ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ครอบคลุมทั้งสุขภาพทางกาย ใจ สังคม และปัญญา สำหรับปีนี้ คจ.สช. เห็นร่วมกันที่จะกำหนดแนวคิดหลักการจัดงาน คือ ‘ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง…สู่การพัฒนาสังคมสุขภาวะ’  เพราะในปัจจุบัน สังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทุกมิติ หรือที่เรียกว่า Disruption ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการพัฒนาสิ่งใหม่จากโอกาสใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิม (Transform) คจ.สช. จึงอยากสื่อสารกับสังคมว่า ระบบสุขภาพไทยก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ทุกภาคส่วนจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานเพื่อร่วมกันเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลง ทั้งสังคมสูงอายุ ความแตกต่างทั้งวิถีชีวิต  วิธีคิดระหว่างกลุ่มวัย (Generation) เทคโนโลยี จนถึงการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวัน”

โดยระเบียบวาระการประชุมที่สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 12 กว่า 2,000 คน จากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคราชการ การเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ วิชาชีพ และภาคประชาชน และเอกชนจะพิจารณาร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 ระเบียบวาระ คือ

  1. ทบทวนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน เพราะแร่ใยหินทุกชนิดเป็นสารก่อมะเร็งที่มีผลต่อสุขภาพทั้งกับคนที่ทำงานสัมผัสแร่ใยหินโดยตรงและประชาชนทั่วไป ซึ่งในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ.2553 ได้มีมติเรื่อง ‘มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน’ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2554 เห็นชอบให้ดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ แต่การผลักดันยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรด้วยเหตุข้อขัดข้องต่างๆ จึงนำมาสู่ข้อเสนอให้มีการทบทวนมติสมัชชาฯ เรื่อง มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน เพื่อให้เกิดการทบทวนและปรับมาตรการต่างๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น
  2. วิถีเพศภาวะ: เสริมพลังสุขภาวะครอบครัว ปัญหาการยึดติดวิถีเพศภาวะดั้งเดิมอันส่งผลให้ทั้งเพศหญิง เพศชาย และผู้หลากหลายทางเพศมีปัญหาทั้งทางร่างกาย จิตใจ ส่งผลต่อสุขภาวะครอบครัว รวมถึงความสูญเสียด้านเศรษฐกิจ นำมาสู่การเสนอประเด็นวิถีเพศภาวะ: เสริมพลังสุขภาวะครอบครัว เข้าเป็นหนึ่งในมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้
  3. การจัดการเชิงระบบสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง การใช้ยาไม่สมเหตุผลเป็นปัญหาสำคัญทั้งระดับโลกและระดับประเทศไทย โดยพบปัญหาการบริโภคยาอย่างไม่เหมาะสม เช่น การใช้ยาโดยไม่จำเป็น ใช้ยาตามการโฆษณาจากสื่อ ฯลฯ ในทุกระดับ ทั้งในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน รวมถึงพบการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูงในชุมชน เช่น ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์ ยาชุด เป็นต้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องดำเนินการทั้งระบบโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาของชุมชนเอง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาการใช้ยาในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
  4. รวมพลังชุมชนต้านมะเร็ง “มะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย 20 ปีซ้อน ปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลต่อการเกิดโรคส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในการตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขณะที่ “การป้องกัน” เช่น การรักษาสุขภาพและการตรวจคัดกรองซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการกลับเป็นจริงได้ยาก เพราะประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก รวมถึงยังไม่รู้เท่าทันสื่อที่เข้าถึงประชาชนอย่างมากมายโดยเฉพาะทางสังคมออนไลน์ ดังนั้นชุมชนจึงต้องมีบทบาทและส่วนร่วมรวมพลังกันเพื่อต้านมะเร็ง

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “การจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันรวม 11 ครั้ง มีมติสมัชชาฯ ทั้งสิ้น 81 มติ ซึ่งนอกจากจะนำเสนอมติเหล่านี้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการตามบทบาทที่เกี่ยวข้อง คสช. ยังได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” (คมส.) ซึ่งมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ทำหน้าที่สนับสนุนให้หน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องกับมติสมัชชาฯ ร่วมมือกันขับเคลื่อนมติให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยใช้หลักการสำคัญคือ “การสานพลังความร่วมมือ” ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแผนการขับเคลื่อน โดยกำหนดหน่วยงานหลักหน่วยงานรองที่ทำงานหนุนเสริมกันไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการรายงานและผลัดเปลี่ยนกันนำเสนอผลการขับเคลื่อนมติในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทุกปี 

นพ.ประทีป กล่าวต่อว่า ตัวอย่างรูปธรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาฯ มีหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ดำเนินการจนสามารถเปลี่ยนทิศทางของประเทศได้และเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ คือ เรื่อง “เกษตร-อาหารปลอดภัย” ซึ่งสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีมติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลายครั้ง คือ ครั้งที่ 1, 5 และ 8 จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา สช. รวมกับหน่วยงานองค์กรภาคีเครือข่ายได้แสดงจุดยืนในการผลักดันให้เกิดการดำเนินการตามมาตรการ “ลด-ละ-เลิก” การใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การมติแบน 3 สารเคมีเกษตร คือ ไกลโฟเสต พาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส จากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา และในการขับเคลื่อนมติยังมีการเตรียมการยกร่าง พระราชบัญญัติเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ….เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาต่อไป ซึ่งจะเป็นการปรับทิศเปลี่ยนทางของระบบเกษตร-อาหารของประเทศไทยด้วย

“ตลอดระยะเวลา 12 ปีของการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ถือได้ว่าเรามีบทบาทสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบกระบวนการมีส่วนร่วมทางนโยบาย แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยอมรับว่าสมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เน้นการเสริมศักยภาพของประชาชนและสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นพลเมือง สอดคล้องกับแนวคิดสากลว่าด้วยทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ หรือ Health in All Policies” นพ.ประทีป กล่าว

ภายหลังการแถลงข่าวมีกิจกรรม Flash Mop กินยาผิด ติดไซเรน รณรงค์เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งเป็นหนึ่งในระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้ ณ ลานสกายวอล์ค ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เพื่อสร้างกระแสให้สังคมตระหนักถึงการใช้ยาที่ถูกต้อง โดยจะมีการจัดทำมิวสิควิดิโอการแสดงดังกล่าวเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในวงกว้างอีกด้วย

ทั้งนี้ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นการดำเนินกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ในปีนี้ นอกเหนือจากการพิจารณา 4 ระเบียบวาระหลัก ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ การเสวนาต่างๆ เช่น การป้องกัน ควบคุม และจัดการผลกระทบจากนโยบายการใช้กัญชาทางการแพทย์, จากเด็กหลอดแก้วถึงการแช่แข็งมนุษย์: ชีวจริยธรรมเรื่องที่ต้องการการมีส่วนร่วมของสังคม, สุขภาวะกับการท่องเที่ยวชุมชนย่านเก่า, ที่ดินคือชีวิต, ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ฯลฯ รวมถึงนิทรรศการที่น่าสนใจ อาทิ Making The Invisible …Visible: การมีส่วนร่วมในการจัดการ PM2.5 เพื่ออากาศสะอาด, การจัดการขยะในทะเล, กลั่นแกล้งออนไลน์ ภัยร้ายปลายนิ้ว, พลังสร้างสรรค์ของเด็กพิเศษ เป็นต้น

 

Previous post เมเจอร์ ชวนดูหนังเพลง“Jesus is King” ผลงาน คานเย เวสต์ นักดนตรีฮิปฮอปชื่อดัง เข้าฉาย 29 พฤศจิกายนนี้
Next post สยามพิวรรธน์ เปิดต้นแบบองค์กรสร้างคุณค่า เดินหน้าโครงการเพื่อสังคม Citizen of Love by Siam Piwat
Social profiles