มารู้จักกับโรคผิวหนังเกล็ดปลาหรือเด็กดักแด้กันเถอะ 

กลุ่มโรคผิวหนังเกล็ดปลา AUTOSOMAL RECESSIVE CONGENITAL ICHTHYOSIS (ARCI) เป็นกลุ่มของโรคผิวหนังทางพันธุกรรมอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีผิวหนังหนา แห้ง แตกเป็นเกล็ดคล้ายเกล็ดปลา โรคในกลุ่มนี้มีมากกว่า 20 โรค มีความหลากหลายทั้งระดับความรุนแรง ลักษณะภายนอก พันธุกรรมที่เป็นสาเหตุ และรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะอาการจะมีลักษณะผิวแห้ง ลอกเป็นสะเก็ดดูคล้าย ๆ เกล็ดปลา โดยจะเป็นตลอดเวลาและมักจะเป็นทั้งตัว ส่วนใหญ่โรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ แสดงอาการตั้งแต่แรกเกิดหรือเริ่มมีอายุมากขึ้น  ดร.นพ.ชวลิต ทรัพย์ศรีสัญจัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสถาบันโรคผิวหนังและสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคผิวหนังเกล็ดปลา จะมีอาการทางผิวหนังลอกเป็นเกล็ดทั่วตัวแต่กำเนิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมเป็นภาวะที่พบได้น้อยโดยประมาณ 1 ใน 300,000 คน โดยที่ไม่มีความผิดปกติของอวัยวะอื่นร่วมด้วย และไม่มีแนวโน้มที่จะพองเป็นตุ่มน้ำ โรคเหล่านี้มีสาเหตุทางพันธุกรรมที่หลากหลาย ในปัจจุบันยังมีปัญหาในการวินิจฉัยเนื่องจากเป็นโรคที่พบไม่บ่อยและให้การวินิจฉัยได้ยาก  "ในปัจจุบันยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังเกล็ดปลา มีมากมายหลายยีน การกลายพันธุ์ของยีนเหล่านี้ ส่งผลให้โปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งไขมันเช่น ABCA12  การสังเคราะห์ไขมัน เช่น CERS3 และการเผาผลาญกรดไขมันหรือบทบาทในการประกอบโครงสร้าง cornified envelope เกิดความบกพร่อง โปรตีนเหล่านี้ทำงานร่วมกันจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการปกป้อง Barrier Function ของผิวหนัง อย่างไรก็ตามยังไม่ได้ทราบบทบาทที่แน่ชัดว่ามีโมเลกุลตัวใดบ้างที่เกี่ยวข้องโรคผิวหนังเกล็ดปลาแต่อย่างไรก็ดีมีการรายงานความสัมพันธ์ของยีนและฟีโนไทป์ในผู้ป่วยบางรายของความผิดปกติเหล่านี้...

10 อาการที่เจอได้บ่อยหลังผ่าตัดปอด 

​“มะเร็งปอด” ยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ของคนไทย (ในผู้ชายรองจากมะเร็งตับและเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง) โดยในในปี 2565 มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในประเทศไทย มากไปกว่านั้น การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดในระยะแรกยังทำได้ยาก จึงทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่งผู้ป่วยมากกว่าครึ่งที่ตรวจพบมักจะเจอในระยะลุกลาม เนื่องจากอาการของโรคมักไม่มีอาการส่งผลทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยล่าช้า ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาลกล่าวว่าในปัจจุบันการผ่าตัดปอดได้มีการพัฒนาโดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้อง ส่งผลทำให้การผ่าตัดปอดนั้นเป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัย โดยในผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวโอกาสที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงนั้นมีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้การผ่าตัดปอด จะต้องพบกับความเสี่ยงกับ 10 อาการที่เจอได้บ่อยหลังผ่าตัดปอด ซึ่งผู้ป่วยควรทราบก่อนเข้ารับการผ่าตัด ​1. เจ็บบริเวณลำคอ โดยระหว่างผ่าตัดจะใส่ท่อช่วยหายใจขนาดใหญ่ อาจมีการระคายเคืองและท่อโดนหลอดลมได้2. ไอหลังผ่าตัด เมื่อมีการใส่ท่อช่วยหายใจขนาดใหญ่ เพื่อทำการยุบปอด 1 ข้างระหว่างการผ่าตัด อาจเกิดการระคายเคืองที่ลำคอ หรืออาจเกิดจากการเลาะต่อมน้ำเหลืองซึ่งเกิดอาการบาดเจ็บต่อหลอดลมได้3. ปวดบริเวณหลัง หลังการผ่าตัดจะมีการฉีดยาชาบริเวณหลัง เพื่อลดอาการเจ็บจากการผ่าตัด ทำให้มีอาการปวดได้หรืออาจเกิดจากสายระบายที่อยู่ในทรวงอกทำให้มีอาการปวดได้4. เหนื่อยง่าย หายใจไม่สุด การผ่าตัดปอดส่งผลทำให้ปอดบางส่วนหายไป ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเหมือนเดิม แต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ5. รู้สึกเหมือนถุงทรายบริเวณผิวหนังหรือผิวโป่งออกมา(subcutaneous emphysema) หลังจากการผ่าตัดใหม่ อาจจะมีลมที่เล็ดลอดไปทางผิวหนังได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกถุงทราย แต่ถ้ามีบริเวณผิวหนังโป่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที6. ปวดตึงบริเวณแผลผ่าตัด เกิดจากแผลผ่าตัดมีการเย็บของไหม ทำให้รู้สึกตึงได้7. เจ็บแปลบ ๆ คล้ายไฟช็อตบริเวณลิ้นปี่หรือราวนม เกิดจากอาจมีอาการบาดเจ็บทางเส้นประสาทบริเวณซี่โครงบริเวณผ่าตัด (neurophatic pain) ซึ่งมีระบบประสาทส่งต่อไป (Refer pain) ยังบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือราวนม...

ติดตามสถานการณ์โรคมือเท้าปากในช่วงฤดูฝน 

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ง่าย พบบ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โรคมือเท้าปากมักระบาดในโรงเรียน ชั้นอนุบาลเด็กเล็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กและเกิดการระบาดได้หลายช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส มีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสชนิดค็อกซากี จึงมีอาการแสดงที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการไม่รุนแรง ในกรณีที่มีการอักเสบของสมองร่วมด้วย มักเกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 หรือ อีวี 71 ทำให้มีอาการรุนแรงและเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ รศ.นพ.เทอดพงศ์ เต็มภาคย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังเด็กภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก มักจะมีอาการไข้ เจ็บปาก น้ำลายไหล ทานอาหารได้ลดลง เนื่องจากมีแผลที่บริเวณริมฝีปาก กระพุ้งแก้มและเพดานปาก พบผื่นผิวหนังที่ร่างกายเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใสรูปร่างกลมรี บนพื้นผิวสีแดง มักพบที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้นและอวัยวะเพศ อาจพบผื่นบริเวณลำตัว แขนและขาได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการแสดงทางผิวหนังหลากหลายรูปแบบ และความรุนแรงของอาการแสดงขึ้นกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส โรคประจำตัวและยาที่รับประทานเป็นประจำของผู้ป่วย  ผู้ป่วยมักมีอาการของโรคประมาณ 3-5 วัน และมักจะดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ มักมีอาการไม่รุนแรง แต่ในผู้ป่วยบางราย อาจพบภาวะการขาดน้ำจากการรับประทานอาหารและน้ำลดลง  ​รศ.นพ.เทอดพงศ์กล่าวว่า โรคมือเท้าปากจะมีการติดต่อและการแพร่กระจายโรค โดยเชื้อไวรัสจะแพร่ผ่านทางระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร สามารถติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ และน้ำจากแผลตุ่มพองของผู้ป่วย และสามารถติดต่อจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อไวรัสนี้จะมีระยะฟักตัวประมาณ...

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคด่างขาว  

โรคด่างขาวเป็นโรคผิวหนังที่มีการทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีของผิวหนัง ทำให้ไม่มีการสร้างเม็ดสีเมลานินตามปกติ เกิดรอยโรคสีขาวชัดเจนตามมา โรคด่างขาวพบได้ร้อยละ 0.5 ถึง 2 ของประชากรทั่วโลก พบในเพศหญิงเท่ากับเพศชายและพบได้ทุกช่วงอายุ โดยพบบ่อยในสองช่วงอายุ คือ ในเด็กช่วงอายุ 1 ถึง 10 ปี และผู้ใหญ่ช่วงอายุ 20 ถึง 50 ปี โรคด่างขาวพบได้ 2 ชนิดหลักคือ โรคด่างขาวชนิดกระจายและโรคด่างขาวชนิดเฉพาะส่วน ซึ่งแต่ละแบบมีสาเหตุและการดำเนินโรคแตกต่างกัน ส่วนสาเหตุของโรคด่างขาว เกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน เช่น พันธุกรรม สารเคมี การบาดเจ็บที่ผิวหนังและที่สำคัญมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีการทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง เกิดเป็นผื่นด่างขาวตามมา รศ.พญ.นฤมล ศิลปะอาชา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลกล่าวว่า โรคด่างขาวนั้น จะมีความแตกต่างกับโรครอยขาวชนิดอื่น ๆโดย โรคด่างขาวจะเห็นผื่นสีขาวคล้ายชอล์กขอบเขตเรียบแยกจากผิวหนังปกติได้ชัดเจน สามารถพบรอยโรคด่างขาวได้ทุกตำแหน่งของร่างกายรวมถึงเยื่อบุ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแต่บางรายมีอาการคันบริเวณรอยโรคได้ พบมีผมหรือขนสีขาวร่วมด้วยได้บ่อยโดยเฉพาะโรคด่างขาวชนิดเฉพาะส่วน การที่พบผมหรือขนมีสีขาวเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีในรากผมหรือขนถูกทำลาย ในรายที่มีผิวขาวมากหรือเป็นโรคด่างขาวในช่วงแรกอาจเห็นรอยโรคไม่ชัดเจน แพทย์อาจใช้การตรวจเพิ่มเติมเช่นการใช้ไฟบางชนิดส่องดูรอยโรค (Wood’s lamp) จะช่วยทำให้เห็นรอยขาวชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่มีลักษณะคล้ายกับโรคด่างขาว เช่น โรคเกลื้อน โรครอยขาวจากการอักเสบ ซึ่งสามารถตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคได้การรักษา โรคด่างขาว มีหลายวิธี ขึ้นกับชนิด และตำแหน่งของรอยโรค การรักษาหลักประกอบด้วย การใช้ยาทา ยารับประทานการฉายแสงอาทิตย์เทียม...

โรคอกนูน-อกบุ๋มสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง 

การรักษาความผิดปกติของบริเวณกระดูกทรวงอกนั้นไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากระบบการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อทำการรักษาของความปกติของโรคกระดูกทรวงอกผิดรูป นั้นมี 2ประเภท คือ ความผิดปกติแบบอกบุ๋ม (Pectus excavanatum)และอกนูนหรืออกไก่ (Pectus carinatum) โดยสาเหตุการเกิดความผิดปกตินี้ มักเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดทิศทางของกระดูกอ่อนทรวงอก โดยมาก มักพบแบบอกบุ๋มมากกว่าอกนูนและมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่ทรวงอกผิดรูป จะไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย แต่อาจจะมีในบางรายเท่านั้น ที่ส่งผลต่อการทำงานของปอดและหัวใจทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อย่างไรก็ตามหลายครั้งที่ความผิดรูปของกระดูกทรวงอกเหล่านี้ ส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันกับผู้ป่วยหรือสังคมคนรอบข้างเองก็ตาม ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกเชี่ยวชาญด้านผ่าตัดส่องกล้องปอดและต่อมไทมัส คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล ได้กล่าวว่า เดิมทีการผ่าตัดแก้ไขในโรคอกบุ๋ม (Pectus excavanatum)นั้น สามารถทำได้โดยตัดบริเวณกระดูกอ่อนซี่โครงหลายชิ้นและพลิกกลับด้าน หรือที่เรียกว่า (Sternum turnover) ซึ่งการผ่าตัดนี้มักเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก แต่ในปัจจุบันการผ่าตัดรักษาโรคอกบุ๋ม นี้ค่อนข้างพัฒนาไปมาก...

การเติมเกลือในอาหาร กับอันตรายจากการการเสียชีวิตก่อนวัย เสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มและนายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และพญ.รุ่งทิวา กิจเพิ่มเกียรติ อายุรแพทย์โรคไต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากงานวิจัย Hao Ma และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal (ehac208) ในเดือนกรกฎาคม 2565 ได้ค้นพบว่าความถี่ของการเติมเกลือในอาหารที่บ่อยขึ้นสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยที่มากขึ้น ส่วนการรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง  เช่นผักและผลไม้ อาจจะมีส่วนในการลดความเสี่ยงของการเติมเกลือในอาหารและอัตราการเสียชีวิตได้ เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการกินเกลือและสุขภาพ ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน การเติมเกลือในอาหารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความชอบรสชาติเค็มและปริมาณเกลือที่ได้รับในแต่ละวัน ดังนั้นการศึกษานี้จึงเน้นนำในเรื่องของความถี่ในการเติมเกลือในอาหารมาเป็นตัวแทนเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมลักษณะนิสัยของการกินเกลือและอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทั้งนี้จากรายละเอียดที่นักวิจัยได้จัดทำการศึกษาเป็นหมู่คณะจำนวนกว่า 5 แสนคน จาก 22 สถาบันในประเทศสหราชอาณาจักร ได้แก่ อังกฤษ สก๊อตแลนด์ และเวลส์ ตั้งแต่ปี 2006 ถึง ปี 2010 โดยจะให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความถี่ในการเติมเกลือในอาหาร (ไม่นับรวมการเติมช่วงระหว่างปรุงอาหาร) และตรวจปัสสาวะเพื่อดูปริมาณเกลือโซเดียมและโพแทสเซียม สำหรับข้อมูลการเสียชีวิตจะนำข้อมูลมาจากศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติในอังกฤษ เวลส์ และสก๊อตแลนด์  โดยผลการศึกษาพบว่า ความถี่ในการเติมเกลือในอาหารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณเกลือโซเดียมในปัสสาวะและมีความสัมพันธ์แบบตรงกันข้ามกับปริมาณโพแทสเซียมในปัสสาวะ สำหรับอัตราการเสียชีวิตก็เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.02 เท่า 1.07 เท่าและ 1.28 เท่าในกลุ่มเติมเกลือในอาหารบางครั้ง บ่อยครั้งและทุกครั้งตามลำดับ  เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยเติมเกลือในอาหารเลย และเมื่อนำปัจจัยอื่น ๆ มาวิเคราะห์ร่วมด้วย  เช่น ความดันโลหิตสูง...

การผ่าตัดส่องกล้องมะเร็งปอดสมัยใหม่

ในปี 2565 มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในประเทศไทย ซึ่งยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ของคนไทย (ในผู้ชายรองจากมะเร็งตับและเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง) ซึ่งการตรวจคัดกรองให้พบโรคมะเร็งปอดในระยะแรกนั้นทำได้ยาก จึงทำให้มีอัตราการตายสูง โดยผู้ป่วยเหล่านี้มากกว่าครึ่งที่ตรวจพบ มักจะเจอในระยะลุกลามเนื่องจากอาการของโรคนี้มักไม่มีอาการส่งผลทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยล่าช้า อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่สามารถรักษาแต่กลัวการผ่าตัด เนื่องจากในยุคเริ่มต้นของการผ่าตัดปอดนั้น ได้ริเริ่มทำโดยการเปิดช่องอก ซึ่งมีความจำเป็นในการที่ต้องตัดกล้ามเนื้อหลายมัดและถ่างขยายกระดูกซี่โครงในการเข้าไปทำการผ่าตัดจึงทำให้ผู้ป่วยค่อนข้างกังวลและเกิดอาการกลัวในการรักษาโรคมะเร็งปอด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการผ่าตัดปอดได้มีการพัฒนาโดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้อง ส่งผลทำให้การผ่าตัดปอดนั้นเป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัย โดยในผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวโอกาสที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงนั้นมีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์  ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา...

ภาวะไม่มีผิวหนังตั้งแต่เกิด 

​ภาวะไม่มีผิวหนังตั้งแต่เกิด (Aplasia cutis congenita) เป็นภาวะที่มีความบกพร่องของผิวหนังแต่กำเนิดเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย โดยส่วนใหญ่ราว ๆ 85% เกิดบริเวณกลางกระหม่อมของหนังศีรษะ สามารถเป็นลักษณะเฉพาะของโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย อย่างไรก็ตามภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับผิวหนังส่วนอื่นของร่างกายได้ โดยผิวหนังที่หายไปอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของกล้ามเนื้อและ/หรือกระดูก  หรือแม้กระทั่งเยื่อหุ้มสมองบริเวณนั้น ๆ ​ดร.นพ.ชวลิตกล่าวว่า  สาเหตุโดยส่วนใหญ่เป็นอาการแสดงของโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ หรือ อาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น สารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติและเกิดพิษแก่ทารกในครรภ์ (Teratogen and fetotoxic agent) หรือถูกรัดจากแถบถุงน้ำคร่ำ หรือภาวะแฝดที่ติดกัน (fetus papyraceus) โดย เด็กแรกเกิดอาจมีอาการเป็นแผลและหายได้ด้วยรอยแผลเป็นที่มีลักษณะบางเหมือนกระดาษ บางรายมีลักษณะเป็นแผลเปิดเป็นรู หรือแผลเปื่อย  มักพบผมขึ้นโดยรอบจุดแผลที่มีลักษณะคล้ายปลอกคอ (hair collar sign) ซึ่งลักษณะแบบนี้มักบ่งชี้ถึงความผิดปกติใต้ผิวหนังด้วย ​การวินิจฉัย โรคภาวะไม่มีผิวหนังตั้งแต่เกิด ที่จำเป็นและแม่นยำคือการตรวจร่างกายโดยแพทย์จะสังเกตเห็นผิวหนังที่หายไปภายในไม่กี่นาทีหลังคลอด หากปรากฏว่าอาจมีความผิดปกติของกระดูก  อาจมีการตรวจเพิ่มเติมเช่นเอกซ์เรย์ หรือการทำ CT/ MRI เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงของอาการได้ นอกจากนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาความผิดปกติอื่นๆ หรือกลุ่มอาการทางโรคพันธุกรรม ​ส่วนด้านการดูแลรักษา ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจง แต่จะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การดูแลแผลครีมซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีนหรือครีมยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้การรักษาของแพทย์จะขึ้นอยู่กับลักษณะที่ตรวจพบเช่น หากมีรอยโรคขนาดใหญ่ที่ศีรษะ อาจจำเป็นต้องมีการการผ่าตัดหรือมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาความผิดปกติในสมอง และหากพบว่ามีอาการร่วมอื่น ๆที่บ่งชี้ถึงกลุ่มโรคพันธุกรรมบางโรคอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม ​อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีความผิดปกติของโครงสร้างใต้ผิวหนังร่วมด้วย จะส่งผลต่ออัตราการป่วยหรืออัตราการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบมีความผิดปกติในระบบประสาทหรือสมอง สำหรับการพยากรณ์โรคกลุ่มอาการทางพันธุกรรมจะแตกต่างกันไปตามโรคพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุ

5 ทริคการกู้ผิวอ่อนแอให้แข็งแรง 

แดดเมืองไทยร้อนแรงมาก ถึงแม้จะทากันแดดแล้ว ก็อาจทำให้หน้าหมองคล้ำไม่รู้ตัว ทั้งผิวยังแห้งกร้าน ไม่สดใส ส่งผลให้ด่านหน้าของผิวหรือตาข่ายผิวหายไป แต่วันนี้เรามีทริคการกู้ผิวหน้าจาก รมย์รวินท์ คอสเมติก (Romrawin Cosmetics) มาแนะนำกัน หมั่นทำความสะอาดผิวหน้า อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพราะในแต่ละวันเราต้องเจอฝุ่นมลภาวะมากมาย รวมถึงการแต่งหน้าเครื่องสำอางที่อยู่บนผิว ถ้าหากเราทำความสะอาดไม่หมดจด ก็อาจทำให้หน้าหมองคล้ำ โทรม และเกิดสิวได้การดื่มน้ำเปล่าสะอาด เป็นประจำทุกวันในปริมาณมากๆ จะยิ่งช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น มีน้ำมีนวลและปรับสภาพฟื้นฟูผิวอย่างรวดเร็วด้วยตัวช่วยอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือ การทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพราะจะช่วยให้ผิวไม่คล้ำเสียจากแสงแดด และยับยั้งการเกิดเม็ดสีรอยด่างดำที่โดนแสงแดดด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ให้ถึง 8...

โรคฝีดาษลิงกับสถานการณ์โดยรวม 

ความจริงตัวโรคฝีดาษและความรู้เกี่ยวกับต่อโรคฝีดาษ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เพราะมันเป็นโรคเก่าแต่มีการอุบัติใหม่ โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มไวรัสพอกซ์ (Poxvirus) ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษคน (smallpox หรือ ไข้ทรพิษ) โดยมีรายงานการติดเชื้อครั้งแรกในลิงที่ใช้เป็นสัตว์ทดลองในปี พ.ศ. 2501 จึงเรียกว่า ฝีดาษลิง แต่แท้จริงแล้วสัตว์ที่เป็นรังโรค คือสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนู จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2513 จึงพบรายงานการติดเชื้อครั้งแรกในคน ​จากปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันประมาณ 2,103 คน กระจายทั่วโลก ใน 42 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงในแถบยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะในประเทศสเปน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และโปรตุเกส ที่มีรายงานการระบาดพบจำนวนผู้ติดเชื้อเกิน 20 คน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการระบาดในขณะนี้โรคฝีดาษลิงเป็นโรคประจำถิ่นในแถบอาฟริกากลางและอาฟริกาตะวันตก โดยพบมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อประปราย รวมถึงนอกถิ่นการระบาดจากการเดินทางไปในถิ่นระบาด ซึ่งการระบาดระลอกนี้เริ่มในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 โดยพบผู้ป่วยในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย โดยพบในกลุ่มชายรักชายซี่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการรวมตัวและมีกิจกรรมใกล้ชิดในช่วงเทศกาลไพรด์ (Pride month) ของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) รศ.นพ.สุมนัส บุณยะรัตเวช กรรมการกลาง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวถึง อาการของโรคฝีดาษลิง จัดแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้...
Social profiles