บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ภายใต้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ของ นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ประกาศแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานปี 2569 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนรายได้ที่มีคุณภาพ (Profitable Revenue) โดยตั้งเป้าการเติบโตที่ 10% ผ่านกลยุทธ์การขยายฝูงบินใหม่จำนวน 29 ลำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโมเดล “Silk Hub” ซึ่งวางภูมิภาคอาเซียนเป็นฐาน (Base) ในการเชื่อมต่อผู้โดยสารเข้าสู่แกนหลัก (Pillars) อย่างจีนและอินเดียที่มีการปรับเพิ่มความถี่เที่ยวบินอย่างมีนัยสำคัญเป็น 81 และ 91 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ตามลำดับ ขณะที่เส้นทางบินระยะไกล (Long Haul) ถูกยกระดับให้เป็นกลไกสร้างมูลค่า (Value Creator) เพื่อมุ่งเน้นการสร้างส่วนต่างกำไร (Contribution Margin) ที่สูงขึ้น และปูทางไปสู่การยกระดับ EBIT ให้มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพในระยะยาว
ภายใต้เป้าหมายการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การบินไทยเตรียมรับมอบเครื่องบินใหม่รวม 29 ลำ ผ่านรูปแบบการเช่าดำเนินการ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow-body) อย่าง Airbus A321neo จำนวน 15 ลำ ที่ถูกวางบทบาทเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเจาะตลาดเมืองรองและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารต้นทุนต่อที่นั่ง (CASK) ควบคู่ไปกับเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide-body) รุ่น Boeing 787-8 และ 787-9 รวม 14 ลำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเส้นทางบินระยะไกลที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างยุโรปและออสเตรเลีย ส่งผลให้ภายในสิ้นปี 2569 ฝูงบินรวมจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 101-102 ลำ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 การจัดสรรฝูงบินที่สมดุลระหว่างเครื่องบินลำตัวแคบและลำตัวกว้างนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมกำลังการผลิต (Capacity) ให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของตลาดได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตของที่นั่งไว้ที่ 5-6% ตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับใช้นโยบาย Balance Network Strategy เพื่อบริหารความสมดุลระหว่างผู้โดยสารกลุ่มบินตรง (Point-to-Point) ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) และกลุ่มต่อเครื่อง (Connecting Traffic) ที่ช่วยรักษาอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ไว้ที่ระดับ 80% ตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการใช้ระบบราคาแบบยืดหยุ่น (Dynamic Pricing) ที่ปรับเปลี่ยนตามกลไกตลาดจริงเพื่อให้ราคามีความเหมาะสมและยุติธรรม
ในเชิงโครงข่ายการบิน การกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงสู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง อัมสเตอร์ดัม (ประเทศเนเธอร์แลนด์) ในเดือนกรกฎาคม 2569 และ โอ๊คแลนด์ (ประเทศนิวซีแลนด์) ในช่วงไตรมาสที่ 4 โดยจะทำการบิน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ถือเป็น Strategic Move ครั้งสำคัญเพื่อเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียสู่ยุโรปและโอเชียเนียอย่างสมบูรณ์แบบ
ประการสุดท้าย การบินไทยได้ยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันเพื่อทรานส์ฟอร์มสู่ยุทธศาสตร์ ‘New World’ โดยลงทุนใน AI, CDP และระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์ Asset-Light ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในเครือ Star Alliance และสายการบินพันธมิตร รวม 19 สายการบิน ใน 47 ประเทศ รวมถึงการทำข้อตกลง Joint Business Agreement (JBA) ร่วมกับสายการบินชั้นนำอย่าง Turkish Airlines เพื่อขยายโครงข่ายสู่ยุโรปตะวันออกและแอฟริกาเหนือ กลยุทธ์นี้ช่วยให้เครือข่ายครอบคลุมกว่า 138 จุดหมายปลายทางทั่วโลกโดยไม่สร้างภาระด้านการลงทุนที่สูงเกินจำเป็น”
นายกิตติพงษ์ ระบุทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนองค์กรผ่านแผนขยายฝูงบินและเส้นทางบินทั้งหมด ถูกกำกับด้วยยุทธศาสตร์ ‘เลือกโต ไม่เร่งโต’ ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรและบริหารจัดการส่วนต่างรายได้ (Contribution Margin) ที่แข็งแกร่ง เหนือกว่าการเร่งเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารอย่างไร้ทิศทางเพื่อยืนยันถึงวินัยในการบริหารจัดการและการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพของการบินไทยในฐานะสายการบินระดับพรีเมียมบนเวทีโลก








