“ธนจิรา” ผู้นำเข้า 3 แบรนด์ดังของโลก ชู 3 กลยุทธ์สร้างยอดโตสวนกระแส

บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แฟชั่นชั้นนำของโลก 3 แบรนด์ดังระดับโลก ได้แก่ “แพนดอร่า” (PANDORA) จิวเวลรี่และเครื่องประดับชื่อดังจากเดนมาร์ก, “มารีเมกโกะ” (MARIMEKKO) เสื้อผ้าแฟชั่นและของใช้ในบ้านจากฟินแลนด์ และ “โจนาธาน แอดเลอร์” (JONATHAN ADLER) ของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรี่จากสหรัฐอเมริกา เติบโตอย่างต่อเนื่องสวนกระแสเศรษฐกิจตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าเติบโต 40 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้รวมจากทุก แบรนด์ที่ยอดขายรวม 600 ล้านบาท พร้อมวางกลยุทธ์ “สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง” เพื่อรองรับการเติบแบบยั่งยืนในระยะยาว นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ผลประกอบการในปี 2558 ที่ผ่านมา ธนจิราฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 420 ล้านบาท และการเติบโตรวมเพิ่มขึ้น 57 เปอร์เซ็นต์ โดยมาจากการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิมและการเพิ่มสาขาใหม่ ซึ่งยอดจำหน่ายของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปีตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ และผมมั่นใจว่าในปี 2559 จะเติบโตอีกอย่างแน่นอน โดยคาดว่าจะโตขึ้นอีก 40 เปอร์เซ็นต์ด้วยการใช้กลยุทธ์หลายๆ อย่างร่วมกัน ยกตัวอย่าง แบรนด์ที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดในปีนี้ คือ “มารีเมกโกะ” (MARIMEKKO) เสื้อผ้าแฟชั่นและของใช้ในบ้านจากฟินแลนด์ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งให้เป็นของขวัญได้หลากหลายโอกาส เราเพิ่งเปิดตัวในเมืองไทยเมื่อกลางปีที่แล้วที่เซ็นทรัลเวิลด์เพียงแห่งเดียว ในช่วง 6 เดือนแรกที่ยังเป็นการแนะนำมารีเมกโกะนั้น มียอดจำหน่ายกว่า 20 ล้านบาท ในปีนี้เราตั้งเป้าการเติบโตไว้ถึง 70 ล้านบาทจากการขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 2 สาขา” การดำเนินธุรกิจของธนจิราฯ ในปีนี้ เราได้วางกลยุทธ์หลักเพื่อ “การสร้างโครงสร้างธุรกิจพื้นฐานต่อเนื่อง” รองรับการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาวไว้ด้วยกัน 3 ประการ คือ…

Read More

เปิดวิสัยทัศน์ อธิบดีสมชาย เจริญอำนวยสุข กับภารกิจในกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ ที่มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพสตรี ส่งเสริมความเสมอภาคหญิงและชาย และการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว เป็นหน่วยงานหลักระดับชาติที่ต้องรับผิดชอบภารกิจดังกล่าวทั้งในการกำหนดนโยบายและแผนไปจนถึงการดูแล ประสานงาน และลงมือปฏิบัติ โดยสมชาย เจริญอำนวยสุข อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เน้นการทำงานสร้างมาตรฐานและประสานความร่วมมือ   สิ่งที่ผมถือเป็นนโยบายสำคัญคือการพัฒนาคน สมชาย เจริญอำนวยสุข อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนผ่านมาเป็นกรมทำให้การทำงานของสค.ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ตอนเป็นสำนักงานจะดูแลในเชิงวิชาการเป็นหลัก เป็นผู้กำหนดแผนนโยบาย และประสานงานให้คนอื่นทำ เราทำบ้างแค่นำร่องก่อนแล้วให้เขานำไปทำต่อขยายผล เมื่อเปลี่ยนมาเป็นกรมแล้วเรามีงานปฏิบัติอยู่ในเนื้องานเลย อาทิเช่น ศูนย์ฝึกอาชีพสตรี เปลี่ยนเป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว นอกจากทำงานด้านฝึกอาชีพสตรีแล้วก็เพิ่มงานด้านครอบครัวเข้าไปด้วย คือไม่ทิ้งงานเดิม แต่มีงานใหม่เพิ่ม เราจึงต้องให้ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเขาเคยทำแต่ปฏิบัติ เราทำแต่วิชาการ ฉะนั้นต้องให้ความรู้ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันตรงกลาง โดยพยายามพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ จูนความรู้อบรมเข้าด้วยกัน เราจะทำเรื่อยๆ เพื่อสร้างความรู้ เพราะคนคือเครื่องจักรสำคัญ “สิ่งที่ผมถือเป็นนโยบายสำคัญคือเรื่องการพัฒนาคน” ถ้าคนไม่มีศักยภาพไม่มีประสิทธิภาพแล้วทำอะไรก็ไม่ก้าวหน้า ทุกอย่างอยู่ที่คน ดังนั้นเราต้องพัฒนาคนของเรา นโยบายของ สค.คือ “ทำคนให้มีศักยภาพ ทำสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการทำงาน และเครื่องมือเครื่องใช้ต้องอำนวยความสะดวกแก่คนทำงานได้อย่างเต็มที่” บุคลากรของ สค.ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งหมดนี้ต้องไปด้วยกัน เมื่อเราเพิ่มจำนวนข้าราชการไม่ได้ ไม่สามารถเพิ่มคน แต่สามารถเพิ่มอุปกรณ์ช่วยเราได้ เพราะฉะนั้นตัวช่วยที่ดีที่สุดคือพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นการประชุมทางไกล การเวียนหนังสือทางอิเล็กทรอนิกส์ สั่งการผ่านทางไลน์ เมลล์ หรือเฟสบุ๊ค ผมไม่ยึดรูปแบบ แต่ยึดสาระเอาความรวดเร็วและถูกต้อง การใช้ไลน์รวดเร็วและถูกต้องเพราะว่ามีหลักฐาน เวลาส่งข้อมูลปรากฏเป็นหลักฐานอยู่แล้ว เครื่องของตัวเองลบได้แต่เครื่องของคนอื่นเราลบไม่ได้ ผมมีระบบทะเบียนประวัติ ระบบทะเบียนข้อมูลต่างๆ เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ผมใช้อิเล็กทรอนิกส์ทำหมด หรือระบบเวลาการทำงาน สค.ใช้แสกนนิ้วมือ เพื่อไม่ต้องมีคนมาคอยสำรวจ อิเล็กทรอนิกส์ไม่หลอกเราแต่ต้องมีระบบดีๆ สค.ใช้ระบบคีย์การ์ดเข้าห้องทุกห้อง เรื่องความปลอดภัยเป็นจุดประสงค์หนึ่งแต่ไม่ใช่อย่างเดียว การเตรียมความพร้อมคนในอนาคตเป็นเรื่องสำคัญกว่า ต้องเตรียมการสำหรับราชการรุ่นใหม่ในอนาคตจะได้คุ้นเคย เพราะทั่วโลกเขาพัฒนากันไปแล้ว ดังนั้นทุกหน่วยงานรัฐราชการต้องพัฒนาไปสู่จุดนี้ ความเสมอภาคและโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการพัฒนาคนในสังคม สค.ดูกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือสตรีและครอบครัว สตรีต้องมีศักยภาพ มีความเสมอภาค มีโอกาสในการเข้าถึงบริการทั้งหมดทุกคน ฉะนั้นความเสมอภาคและโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ…

Read More

ไมตรี ลิมปิชาติ หนึ่งในนักเขียนชื่อดังกับความมุ่งมั่น… สู่ความสำเร็จ

        ถ้าพูดถึงหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เป็น นักเขียนชื่อดัง “ไมตรี ลิมปิชาติ” คือ หนึ่งที่มีงานเขียนที่ได้รับการกล่าวถึงทั้งจากผู้อ่าน และนักวิจารณ์วรรณกรรม ได้พูดถึงเรื่องสั้นของเขาว่าเป็นงานเขียนที่มีการจบแบบ “หักมุม” ที่ผู้อ่านนึกไม่ถึง ทำให้ได้อารมณ์ในการอ่าน และมีคุณค่าแทรกอยู่ทุกเรื่อง มีผลงานการเขียนเรื่องสั้นมากว่า 300 เรื่อง         วันนี้ เราได้มีโอกาสได้พบกับคุณไมตรี ลิมปิชาติ นักเขียนอารมณ์ดี ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟ กับบรรยากาศสบาย ๆ เราจึงขอให้เขาย้อนเวลากลับไปในวันเก่า ๆ เล่าให้ฟังถึงความสำเร็จที่กว่าจะมาถึงวันนี้ คุณไมตรี ผู้ซึ่งมีหน้าตาที่มีรอยยิ้มเสมอ เป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง จึงได้เล่าให้ฟังว่า กว่าจะเป็น “นักเขียน”         “สมัยเด็ก ๆ ตอนนั้นผมอายุ 13 ปี มีเพื่อนคนหนึ่ง แวะมาหาเพื่อนเอาหนังสือมาให้อ่านหลายเล่ม ครั้งแรกเป็นหนังสือการ์ตูน พอได้อ่านก็ทำให้อยากอ่านต่อ แต่เพื่อนนำมาให้เพียงครั้งเดียว จึงทำให้ผมต้องไปหาซื้อมาอ่าน ต่อมาเพื่อนคนเดิม นำหนังสือนิยาย และหนังสือพระมาให้อ่านอีก อ่านแล้ววางไม่ลง สนุกมาก หนังสือนวนิยายที่แต่งโดย สด กูรมะโรหิต และที่ชอบสุดก็เป็นชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ติดงอมแงมไปเลย พอมีโอกาสได้อ่านหนังสือมากขึ้น ก็เริ่มรู้สึกว่า ผมอยากเขียนหนังสือเองบ้าง อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียง ซึ่งสมัยนั้น ใครที่สามารถเป็นนักเขียนได้จะเป็นคนดัง เป็นคนที่เก่งเหมือนพระเอกในนิยาย เป็นนักประพันธ์ เหมือนอย่างหนังสือของ คึกฤทธิ์ ปราโมช ถ้าเค้าไม่เขียนหนังสือ คนก็จะไม่รู้จัก ผมอยากให้คนรู้จัก ผมต้องเป็นนักเขียน เพราะสมัยนั้นมีหนทางเดียวที่จะทำให้ผมมีชื่อเสียงได้ แต่สมัยนั้นผมก็ชอบเล่นกีฬาบาสเกตบอลด้วย แล้วก็ชอบเขียนด้วย แต่ผมคิดว่าการเล่นบาสเกตบอล ตอนนี้เรายังเล่นได้ แต่ถ้าแก่แล้วก็เล่นไม่ได้ ต่างกับนักเขียน ที่ตอนแก่ก็ยังเขียนได้ ผมก็เลยหันมาเล่นกีฬาบาสอย่างมุมานะ จนเป็นถึงนักกีฬาทีมชาติ และได้เป็นตัวแทนไปแข่งที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นผมอยากเขียนเล่าเรื่องราวการแข่งขันส่งมาที่นสพ.เดลินิวส์ แต่ทางนั้นเค้าบอกว่าไม่ได้แล้ว เพราะมีคนเขียนให้แล้ว ผมก็เลยไปหานสพ.ฉบับเล็ก…

Read More

“I.T.C. Cooling Batt Building” อาคารประหยัดพลังงานหนึ่งเดียวในโลก

หลายวันก่อนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม“I.T.C. Cooling Batt Building” หรือ “อาคารสำนักงานประหยัดคูลลิ่ง แบต” โดย กลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. ย่านซอยรามคำแหง 118 ซึ่งทางกลุ่มบริษัทไอ.ที.ซี. ได้ทุ่มงบประมาณ 120 ล้าน พัฒนานวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นอาคารประหยัดพลังงานหนึ่งเดียวในโลก ว่ากันว่ากลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี.ได้คิดค้นออกแบบและพัฒนาระบบทำความเย็นเพื่อยกระดับวงการอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดเผยอาคารสำนักงานประหยัดแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “Cooling Batt Building by I.T.C” ถือเป็นอาคารที่มีแบตเตอรี่กักเก็บความเย็นหรือถังกักเก็บความเย็น นับเป็น “อาคารหนึ่งเดียวในโลก” ที่ติดตั้งระบบทำความเย็น “Cooling Batt” และชุดระบายความร้อน “Fanless Evaporative Condenser” นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ไม่ต้องใช้พัดลมเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเป็นอาคารต้นแบบรักษ์พลังงาน สำหรับการศึกษาและเรียนรู้เรื่องของการบริหารจัดพลังงานที่พิสูจน์ได้จริง เพื่อจะได้ต่อยอดไปสู่การจัดสรรการใช้พลังงานในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 3,000 ตร.ม. ภายใต้งบประมาณการก่อสร้างกว่า 120 ล้านบาท เป็นการจุดประกายให้คนไทยคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยในการประหยัดพลังงานต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการปลุกจิตสำนึก เรื่องการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า “เราสร้างออฟฟิศใหม่ แล้วเราก็อยู่ในวงการด้านระบบทำความเย็นอุตสาหกรรมมานาน เราเลยเอา STORY ที่เกี่ยวกับธุรกิจของเรา ทำอย่างไรในเรื่องลดโลกร้อน ทำอย่างไรให้พลังงานยั่งยืน มาทำเรื่องอาคารประหยัดพลังงาน เราต้องการให้ที่นี่เป็นแหล่งสาธิตการสะสมพลังงานแบบหนึ่ง ที่ทำได้จริง ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา” วิศวกรไทยเจ้าของรางวัลระดับโลก อย่าง ดร.อภิชิต ล้ำเลิศพงศ์พนา และนายอภิชัย ล้ำเลิศพงศ์พนา สองผู้บริหารกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. บอกเล่าสู่กันฟังถึงที่มาที่ไปของอาคารดังกล่าว นายอภิชิต ล้ำเลิศพงศ์พนา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. กล่าวว่า ทางบริษัทฯ ตั้งใจสร้าง “Cooling Batt Building” เพื่อเป็นอาคารต้นแบบในการนำมาตอบโจทย์ของสังคมว่าแท้จริงแล้ว เราสามารถ กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ให้ปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ โดยนำมาเป็นสารทำความเย็น ซึ่งมีราคาถูกกว่าและได้ผลไม่ต่างจากสารฟรีออนที่ใช้อยู่ในระบบปรับอากาศ สารฟรีออน เช่น CFC ก็เป็นตัวทำลาย…

Read More