เที่ยวเพชรบูรณ์ 3 วัน 2 คืน เสน่ห์เมืองรองที่ต้องมนต์ EP 1

ทริปนี้ทางเล่าเรื่องเที่ยว ขอนำพาไปเที่ยวที่จังหวัดเพชรบูรณ์กันค่ะ ถึงจะเป็นจังหวัดเมืองรอง แต่สถานที่เที่ยวไม่เป็นรองใครนะคะ  จังหวัดเพชรบูรณ์นั้นตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างของไทย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ยังคงความเขียวขจีอยู่มากมาย โดยเฉพาะถ้าได้มาช่วงหน้าฝน บอกได้เลยว่าคุณจะต้องอยากไปอีกครั้ง อย่างทริปครั้งนี้เราจะพาไปเที่ยวทางเพชรบูรณ์ตอนเหนือกัน ที่อำเภอหล่มสัก อำเภอน้ำหนาว สถานที่แรกที่เราเดินทางไปถึง คือ

พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์ ว่ากันว่าในสมัยก่อน เมืองหล่มสักนั้นเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหลักฐานของการเข้ามาอยู่อาศัยของชุมชน มีวัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีการดำรงชีวิต เอกลักษณ์ และภาษาถิ่นของตนเอง และครั้งหนึ่งเกือบจะได้เป็นเมืองหลวงของประเทศในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามอีกด้วย 

ภายในพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมและจัดแสดงข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ไว้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ และเป็นแหล่งศึกษาทางด้านวัฒนธรรมประเพณีที่จับต้องได้ของคนในชุมชน มีทั้งหมด 10 ห้องเลยทีเดียว การจัดแสดงของแต่ละห้อง ก็จะมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ฟังในภาษาท้องถิ่นของเพชรบูรณ์ ฟังดูน่ารักจัง :

1. ห้องประชาสัมพันธ์ เป็นห้องรับแขกที่ทำหน้าที่ต้อนรับและให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวเบื้องต้น 2. ห้องภาพยนตร์ นำเสนอวิถีชีวิตของคนไทหล่มผ่านภาพยนตร์สั้นแบบ 360 องศา คือมีจอทั้งหน้า-หลัง ให้ความรู้สึกเหมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย 3. ห้องเมืองหล่มสักในอดีต จำลองภาพวิถีชีวิตของหล่มสักในอดีต เช่น ร้านตัดผมนายปรีชา ขาแหย่ง, ร้านกาแฟมุ้ยหลี, โรงหนังเบญจบันเทิง, โรงสูบฝิ่น, บ่อน้ำสร้าง ฯลฯ 4. ห้องเสน่ห์เมืองหล่มสัก จำลองภาพบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองหล่ม คือ “น้าใหญ่” สามล้อถีบคนสุดท้ายของหล่มสัก และกลุ่มตีมีดโบราณบ้านใหม่ที่อพยพมาจากเวียงจันทน์  5. ห้องหล่มสักเมื่อวันวาน เป็นห้องที่รวบรวมพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อครั้งเสด็จฯ มาหล่มสัก รวมถึงภาพความทรงจำต่างๆ ของหล่มสัก แบ่งเป็น 2 ฟาก คือ ‘หล่มสักในวันวาน’ และ ‘วันนี้ที่หล่มสัก’ ตรงกลางมีหุ่นขี้ผึ้งแสดงการแต่งกายของสาวไทหล่ม

6. ห้องจังหวัดหล่มศักดิ์ จัดแสดงเรื่องของเจ้าเมืองหล่มสัก คือ พระสุริยวงษา (เทศ สุวรรณภา) เป็นหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าคนจริง พร้อมทั้งจำลองศาลา 8 เหลี่ยม ซึ่งเป็นที่ทำการศาลจังหวัดในสมัยก่อน 7. ห้องวัฒนธรรมล้านช้าง ภายในห้องนี้เราจะได้เห็นวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นของคนไทหล่ม อาทิ การกวนข้าวทิพย์ การแผ่ปราสาทผึ้ง การล่องเรือไฟน้อย และศิลปกรรมบนผนัง หรือ “ฮูปแต้ม” ที่ใช้นิ้วมือวาดแทนพู่กัน รวมถึงโมเดลบ้านของคนไทหล่ม ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้น ยกใต้ถุนสูง  8. ห้องไทหล่ม จำลองหุ่นขี้ผึ้งของบรรพบุรุษของคนไทหล่มที่อพยพมาจากลาว ผู้ชายนิยมสักลายตั้งแต่หัวเข่าถึงขาหนีบ เว้นตรงพุงไว้ จึงเรียกว่า “ลาวพุงขาว” และสาวนุ่งซิ่นหัวแดงตีนก่าน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของสาวไทยหล่ม 9. ห้องของกินบ้านเฮา แนะนำอาหารพื้นบ้านของคนไทหล่ม เช่น เมี่ยงต้นหรือเมี่ยงปลาร้า ซุปใบมะม่วง น้ำพริกขี้ปู ลาบเป็ด ข้าวเหนียวหัวหงอก และอาหารชวนชิมที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด เช่น ส้มตำบ้านติ้ว ขนมเปี๊ยะไทหล่ม ไส้กรอกป้าล้าน ขนมเทียนแก้ว ก๋วยเตี๋ยวเจ๊กจุ้ย ข้าวเหนียวไต่ราว ฯลฯ   10. ห้องเฮ็ดเวียกเฮ็ดงาน จัดแสดงเรื่องการทำมาหากินของคนไทหล่ม เช่น ขุดทองน้ำก้อ คนเก็บหมาก ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร รวมถึงตำนานมะขามหวานเมืองหล่มที่เลืองชื่อ

พิพิธภัณฑ์หล่มศักดิ์ เปิดให้เข้าชมฟรี วันพุธ-วันศุกร์ วันละ 4 รอบ ตั้งแต่ 9.00-16.00 น. และเสาร์ไม่กำหนดรอบ 17.00-21.00 น. โดยแต่ละรอบใช้เวลา 1 ชั่วโมง ถ้ามาเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าเยี่ยมชมได้ โทร. 056 701 333

และเมื่อเดินเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แล้ว หากใครได้ไปตรงกับวันเสาร์ ช่วงเย็น ใกล้ ๆ กันก็จะเจอตลาดถนนคนเดินไทหล่ม บรรยากาศแสนอบอุ่น คับคั่งไปด้วยความน่ารักของคนพื้นถิ่น ที่มีอัธยาศัยแบบเป็นกันเอง มีอาหารพื้นบ้าน ราคาไม่แพง หลากหลายให้ลองลิ้มชิมรสกัน แต่ด้วยทางเราไปเดินได้สักพัก ก็เจอฝน ร้านค้าละแวกนั้นก็เชิญชวนให้เข้าไปหลบฝน ช่างมีน้ำใจนัก หากที่กรุงเทพฯ บ้านเราคงจะไม่มีใครสนใจเท่าไหร่

การเดินทางให้ไปเส้นทางจากถนนสระบุรี-หล่มสัก เข้าสู่ถนนสามัคคีชัย สี่แยกหอนาฬิกาถนนรณกิจ และถนนสุริยะวงษา เมื่อข้ามสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก พิพิธภัณฑ์ก็จะอยู่ทางขวามือ

สถานที่ต่อไปที่อยากให้ไปคือ จุดชมวิวสะพานพ่อขุนผาเมือง หรือสะพานห้วยตอง เป็นสะพานเชื่อมต่อเหนือ อีสาน ที่สวยที่สุดก็ว่าได้ ถือเป็นเส้นทางจุดชมวิวทิวทัศน์ตามธรรมชาติจากอำเภอหล่มสัก ขึ้นไปอำเภอน้ำหนาว อยู่บนทางหลวงหมายเลข  12 สะพานจะอยู่ใกล้แยกเข้าอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ถือเป็นสะพานที่มีตอหม้อสูงที่สุดในประเทศไทย สูงถึง 50 เมตร บริเวณกลางสะพานสามารถมองเห็นทางน้ำ ที่อยู่ข้างล่างได้อย่างชัดเจน ตัวสะพานกว้าง 9.50 เมตร ยาว 180 เมตร และมีรัศมีโค้งยาว 200 เมตร เหมือนสะพานเชื่อมแผ่นโลก เป็นสะพานรัศมีโค้ง ที่เชื่อมระหว่างภูเขาที่อยู่ใกล้กับที่ราบ ที่เป็นแนวรอยต่อระหว่างแนวรอยต่อระหว่าง แผ่นอนุทวีปชาน-ไทย และแผ่นอนุทวีปอินโดไชน่าที่บริเวณ หลักกิโลเมตรที่ 39 จุดนี้อย่าลืมมาเช็คอินกันนะคะ

ทริปนี้เราจะพาคุณไปสัมผัสความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในกลุ่มจีโอปาร์คของเพชรบูรณ์กัน อาทิ จุดชมวิวถ้ำผาหงษ์, ถ้ำใหญ่น้ำหนาว และแกรนด์แคนยอนน้ำหนาว

อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ตั้งอยู่ในท้องที่ อำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวเขตกั้นระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือ สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูง มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ 603,750 ไร่ หรือ 966 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 5 ของประเทศ ที่นี่อากาศเย็นตลอดทั้งปี

อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวมีค่ายเยาวชนที่รองรับได้ถึง 60 คน บ้านพักหลายรูปแบบ และลานกางเต้นท์ มีอุปกรณ์เต๊นท์และอุปกรณ์เครื่องนอนบริการ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร ห้องน้ำ ไว้อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว สามารถติดต่อสอบถามและสำรองที่พักได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานฯ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์  โทรศัพท์ 081-962-6236  e-mail : Namnao_np@hotmail.com  ฝ่ายบริการบ้านพัก สำนักอุทยานแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2562 0760, www.dnp.go.th

ถ้ำใหญ่น้ำหนาว หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ภูน้ำริน มีทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 60 ทางหลวงสายบ้านห้วยสนามทราย-อำเภอหล่มเก่า บ้านหินลาด มีทางรถยนต์เข้าถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ นน.6 (ถ้ำใหญ่น้ำหนาว) ประมาณ 3 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเขาหินปูนสูงประมาณ 955 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถ้ำใหญ่น้ำหนาวเป็นถ้ำใหญ่มีความงามวิจิตรพิศดารโดยธรรมชาติ มีหินงอกหินย้อย และที่แปลกที่สุดคือ มีน้ำไหลหรือน้ำรินออกจากปากถ้ำ ภายในถ้ำยังเป็นที่อาศัยของค้างคาวจำนวนมากอีกด้วย

ถ้ำผาหงษ์ เป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่จะมองเห็นพระอาทิตย์ตก ที่สวยที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ซึ่งบนหลังถ้ำเป็นผาหินสลับซับซ้อนกันคล้ายประติมากรรมทางธรรมชาติ อยู่เส้นทางหล่มสัก-ชุมแพ ทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 39 ทางหลวงหมายเลข 12 ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 10 กิโล มีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะเจอลานจอดรถ  แต่ต้องเดินขึ้นบันไดไปชมสิ่งสวยงามข้างบนกันนะเจ้าหน้าที่ที่นำพาเราไปก็บอกว่าไม่ไกลเท่าไหร่  แต่เราเดินนับได้ 259 ขั้นเลยค่ะ แต่พอขึ้นไปถึงด้านบน ก็บอกได้ว่าคุ้มค่ากับการก้าวเดินขึ้นมาจริง ๆ เราจะเห็นหมอกบางๆ ปกคลุมเหนือทิวเขาสลับซับซ้อน และผืนป่าสีเขียวของอุทยานฯ และจากลานจอดรถมีทางเดินเท้าผ่านป่าไผ่ประมาณ 300 เมตร ถึงปากถ้ำผาหงษ์ บนปากถ้ำมีพระพุทธรูปให้สักการะอีกด้วย

แกรนด์แคนยอนน้ำหนาว อีกจุดที่มาอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวแล้วล่ะก็ ต้องไม่พลาดกันนะ เพราะที่นี่นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์เปลือกโลกที่เรียกว่า “แกรนด์แคนยอนน้ำหนาว” เป็นหน้าผาหินทรายสีน้ำตาลแดง ที่มีการวางตัวชั้นหินโดยธรรมชาติ สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ผืนโลกมีการยกตัวที่สูงขึ้น เนื่องมาจากแรงดันจากภายใต้พื้นโลก เกิดมีลำธารไหลผ่านพัดเอาทราย และตะกอนไปตามน้ำ ทำให้เกิดการกัดเซาะลึกลงไป และสึกกร่อนไปทีละน้อย มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม บริเวณหน้าผามีน้ำตกไหล่เป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะในฤดูฝน จะมีน้าไหลตกมาจากหน้าผาหลายแห่ง นับเป็นแคนยอนน้ำหนาวที่สวยงามคล้ายกับแกรนด์แคนยอนที่มีชื่อเสียงระดับโลกของสหรัฐอเมริกา ที่ย่อส่วนลงมาเลยล่ะ  แคนยอนน้ำหนาว จึงนับเป็นหนึ่งในสี่ของ “อุทยานธรณี Geoparks”

ตามกันมาที่บ้านโฮมสเตย์ห้วยหญ้าเครือ  ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่มีความหนาวเย็นที่สุด ช่วงฤดูหนาวจะมีแม่คะนิ้งให้ชมกันอย่างเต็มตา มีสถานที่เที่ยวมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะชมน้ำตกถ้ำค้างคาว , ชมวิวภูฮี, ลานหินสามสี เป็นต้น เค้ามีบริการให้ขึ้นรถอีแต๊ก นำพาเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ตามที่ตกลงกันได้ หากจะเที่ยวไม่ครบทุกที่ เพราะมีสถานที่เที่ยวหลายแห่งมาก แต่ที่ทริปนี้เราไปเที่ยวทุกจุดก็คิดคนละ 250 บาท ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง พร้อมเป็นไกด์นำพาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ อย่างเป็นกันเอง และอาหารกลางวัน บริเวณน้ำตก คนละ  100 บาท โชคดีวันนี้เรานั่งรถอีแต๊ก ไม่มีแดดสักเท่าไหร่ แต่เค้าก็มีหมวกสานเตรียมไว้ให้ด้วยเหมือนกัน

ภูฮีถือเป็นจุดชมสามภูซึ่งสามภูที่ว่า มีภูกระดึง ภูกระดึง ภูผาจิต ซึ่งถ้าเรามองจากภูฮีก็จะเห็นสามภูนี้อยู่ เรียกว่าถูกความเขียวขจีของภูเขาโอบล้อม พร้อมบรรยากาศอันหนาวเย็น

จากภูฮีรถอีแต๊กเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางเล็กๆ อีกครั้ง เพื่อมุ่งหน้าสู่ลานหินสามสี ซึ่งเป็นลานหินกว้างประมาณ 50 เมตร ยาว 300 เมตร ชื่อเดิมคือลานหินโคกลาดตามลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความลาดเอียง 35 องศา แต่ที่ได้ชื่อว่าลานหินสามสีเพราะลานหินถูกปกคลุมด้วยพืชตระกูลเฟิร์นและมอสแซมด้วยพืชหลายชนิด เช่น กล้วยไม้พันธุ์ม้าวิ่ง ข้าวตอกฤาษี ปราบดอย สร้อยสุวรรณา ฯลฯ ทำให้เกิดสีสันบนลานหินเหมือนปูด้วยพรมธรรมชาติ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือพรมผืนนี้จะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล เช่น ฤดูฝนสีเขียว ฤดูร้อนสีน้ำตาลทอง ช่วงหน้าหนาวก็จะเปลี่ยนเป็นพรมผืนใหม่ที่มีลวดลายและสีสันที่แตกต่างไป

ถึงแล้วน้ำตกถ้ำค้างคาว…หลังจากรถอีแต๊กพาเราตะลอนทัวร์มาสามชั่วโมง ท้องก็เริ่มเสียงร้อง พอเรามาถึง ทางกลุ่มชาวบ้านและแม่ครัวกำลังเตรียมอาหารกลางวันให้พวกเรา เราจึงใช้เวลาที่รอไปชมน้ำตกเป็นการเรียกน้ำย่อย น้ำตกถ้ำค้างคาวเรียกตามชื่อถ้ำค้างคาว ซึ่งเป็นถ้ำเล็กๆ เดินแค่ 20 นาทีก็ทั่ว ข้างในมีหินงอก หินย้อย และค้างคาว จากนั้นเราก็ลัดเลาะไปตามโขดหิน ซึ่งโชคดีวันนี้น้ำไม่แรงมากนัก มองเห็นชั้นน้ำตกเล็กๆ ที่ไหลรินลงไปด้านล่างเป็นแอ่งน้ำใหญ่ ตรงนี้เด็กๆ สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย แม้จะเป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่สวยงามด้วยประติมากรรมหินที่เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ เป็นอันซีนที่อยากให้ลองมาสัมผัสสักครั้งกันค่ะ

อยากมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ติดต่อโปรแกรมท่องเที่ยวบ้านห้วยหญ้าเครือ ค่าบริการรถอีแต๊ก ติดต่อท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านห้วยหญ้าเครือ โทร. 08 5736 0080ได้เลยค่ะ วันนี้อิ่มแปร้แล้ว รอกันตอนหน้าเราจะพาไปเที่ยวเพชรบูรณ์กันต่อใน EP 2 นะคะ อย่าลืมติดตามกันนะ

Comments

comments

Shares