โรคฝีดาษลิงกับสถานการณ์โดยรวม 

ความจริงตัวโรคฝีดาษและความรู้เกี่ยวกับต่อโรคฝีดาษ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เพราะมันเป็นโรคเก่าแต่มีการอุบัติใหม่ โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มไวรัสพอกซ์ (Poxvirus) ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษคน (smallpox หรือ ไข้ทรพิษ) โดยมีรายงานการติดเชื้อครั้งแรกในลิงที่ใช้เป็นสัตว์ทดลองในปี พ.ศ. 2501 จึงเรียกว่า ฝีดาษลิง แต่แท้จริงแล้วสัตว์ที่เป็นรังโรค คือสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนู จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2513 จึงพบรายงานการติดเชื้อครั้งแรกในคน ​จากปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันประมาณ 2,103 คน กระจายทั่วโลก ใน 42 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงในแถบยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะในประเทศสเปน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และโปรตุเกส ที่มีรายงานการระบาดพบจำนวนผู้ติดเชื้อเกิน 20 คน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการระบาดในขณะนี้โรคฝีดาษลิงเป็นโรคประจำถิ่นในแถบอาฟริกากลางและอาฟริกาตะวันตก โดยพบมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อประปราย รวมถึงนอกถิ่นการระบาดจากการเดินทางไปในถิ่นระบาด ซึ่งการระบาดระลอกนี้เริ่มในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 โดยพบผู้ป่วยในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย โดยพบในกลุ่มชายรักชายซี่งสันนิษฐานว่าเกิดจากการรวมตัวและมีกิจกรรมใกล้ชิดในช่วงเทศกาลไพรด์ (Pride month) ของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) รศ.นพ.สุมนัส บุณยะรัตเวช กรรมการกลาง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวถึง อาการของโรคฝีดาษลิง จัดแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้...

5 ข้อน่าเฝ้าระวัง รู้ทันโรคไข้เลือดออก 

นอกจากโรคโควิด-19 ที่ยังสร้างความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากำลังจะเข้าสู่โรคประจำถิ่นก็ตาม ตอนนี้ก็มีโรคฝีดาษวานรที่เราต้องเฝ้าระวังกันแล้ว หากจะกล่าวถึงหนึ่งในโรคระบาดที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานคงไม่พ้นโรคไข้เลือดออก ภัยที่มากับยุงลายและภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้น บางรายมีอาการรุนแรงและอาจมีอาการแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับโรคไข้เลือดออก แต่ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เนื่องในโอกาสของ "วันไข้เลือดออกอาเซียน" หรือ ASEAN Dengue Day ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน มาดูกันว่า 5 ข้อน่าเฝ้าระวัง เพื่อรู้ทันโรคไข้เลือดออกมีอะไรบ้าง อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ระบาดของโรคไข้เลือดออกขยายวงกว้างขึ้น โรคไข้เลือดออกมีการระบาดตลอดปี แต่จะระบาดสูงสุดในช่วงฤดูฝน พื้นที่น้ำท่วมขังและพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย...

เหงื่อออกมือไม่ใช่สัญญาณของโรคหัวใจ 

หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าอาการ “เหงื่อออกมือ” อาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจ ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากอาการของโรคหัวใจที่พบกันอยู่เป็นประจำ คือ เหนื่อยง่าย หายใจเข้าได้ลำบาก มีอาการหอบหรือเป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปลายมือปลายเท้าและริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ เหล่านี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นและเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดส่องกล้องจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ได้อธิบายถึงอาการของโรคหัวใจว่า ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกและมีอาการปวดร้าวไปบริเวณคอหรือแขนซ้ายได้ ในบางรายอาจมีภาวะเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือ เหงื่อออกร่วมด้วยได้ โดยส่วนมากมักจะเกิดขึ้นขณะที่ผู้ป่วยกำลังทำงานหรือออกกำลังกาย ​แต่ในทางกลับกัน โรคเหงื่อออกที่มือนั้น ( hyperhidrosis ) ผู้ป่วยมักจะเป็นที่มือทั้ง 2 ข้าง และคนไทยจะป่วยเป็นโรคนี้โดยเฉลี่ย 3%ของประชากรของประเทศ คิดเป็นง่าย ๆ หากประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน จะมีผู้ป่วยโรคนี้ ถึง 2.1 ล้านคน และสามารถพบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเท่า ๆ กัน...

มารู้จักโรคฝีดาษลิง (monkeypox) 

โรคฝีดาษลิง (monkeypox) กับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (small pox) เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม pox virus เหมือนกัน แต่เป็นไวรัสคนละสายพันธุ์ ทั้งสองโรคมีการแพร่เชื้อและความรุนแรงที่ต่างกัน โดยโรคฝีดาษลิงจะมีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตที่น้อยกว่าโรคฝีดาษ  โดยโรคฝีดาษลิงมีการรายงานการระบาดที่แถบทวีปแอฟริกาและอาจพบกระจายไปที่ทวีปอเมริกาหรือยุโรปเป็นบางช่วงเวลาผ่านการเดินทางหรือผ่านทางสัตว์ แต่โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษไม่มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2522 สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศจึงมาให้ข้อกระจ่างความรู้กับโรคนี้ รศ.พญ.จรัสศรี ฬียาพรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคฝีดาษลิงติดต่อผ่านผิวหนังทางการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือการโดนกัดจากสัตว์ที่ติดเชื้อจำพวกลิงหรือสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูหรือกระรอก เป็นต้น มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือแผลของผู้ป่วย การแพร่กระจายผ่านละอองฝอยพบได้น้อย การแพร่กระจายของโรคฝีดาษลิงพบน้อยกว่าโรคฝีดาษมาก  ​ส่วนอาการและอาการแสดงของโรคฝีดาษลิง ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 7-14 วัน โดยจะเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และปวดหลัง บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ ท้องเสีย ปวดท้อง หรืออาเจียน ผื่นจะเริ่มขึ้น 1-3 วันหลังมีไข้ โดยจะเป็นผื่นแดงและกลายเป็นตุ่ม มักเริ่มที่หน้า ตัวและกระจายที่มือเท้า โดยตุ่มจะมีลักษณะเหมือนกันทั้งตัว หลังจากนั้นประมาณ14 วัน...

รู้ให้รอบก่อนทำ ศัลยกรรมปาก 

ศัลยกรรมริมฝีปาก แบ่งได้ออกเป็นกี่แบบ การผ่าตัดศัลยกรรมริมฝีปากได้รับความนิยมมาก เพราะสามารถทำให้ใบหน้าได้รูปทรงที่สมส่วนและสวยงามมากขึ้น และเรียวฝีปากที่อวบอิ่ม ยังบ่งบอกถึงความสดใสของใบหน้า ที่สร้างเสน่ห์ ดูอ่อนโยน เสริมโหงวเฮ้ง สร้างความมั่นใจในการเข้าสังคมและพบปะผู้อื่น โดยการทำศัลยกรรมริมปากแบ่งออกเป็น การทำศัลยกรรมปากกระจับ, ศัลยกรรมยกมุมปาก และเสริมเนื้อริมฝีปากให้หนาขึ้น   ศัลยกรรมปากกระจับ ทำให้รูปทรงของริมฝีปากที่ดูสุขภาพดี และมีส่วนนูนตรงกลาง ของริมฝีปากออกมาเล็กน้อย ดูมีมิติ เพิ่มเสน่ห์ให้กับริมฝีปาก  คล้ายทรงปีกนก หรือทรงคันธนู ซึ่งภาษาทางแพทย์เรียกว่า Cupid’s Bow และเป็นที่นิยมมากสำหรับชาวเอเชีย  โดยเทคนิคบางมด ทำให้แผลหายเร็ว เเละดูสวยงามสะกดตา ซึ่งศัลยแพทย์จะเย็บด้วยไหมละลาย ด้านในให้นูนขึ้น โดยไม่ตัดริมฝีปากด้านข้าง ซ่อนแผลไว้ที่ด้านในปาก โดยที่ไม่ต้องตัดเนื้อบริเวณริมฝีปากออกมา (Augmentation Cupid's Bow) เพื่อป้องกันการเกิดริมฝีปากบางเกินไป ทำให้ปิดปากได้ไม่สนิท...

ภาวะเหงื่อออกเป็นเลือด

จากกระแสข่าวพบเด็กหญิง 7 ขวบมีเลือดออกตา จมูก และผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น เกิดจากโรคภาวะเหงื่อออกเป็นเลือด (Hematohidrosis)หรือที่เรียกว่าภาวะที่มีเลือดออกจากผิวหนังปกติที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใด ๆ ซึ่งสามารถพบเลือดออกได้ตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ ฝ่ามือ หลังมือ หน้าผาก ใบหน้า ซอกพับ หรือดวงตา เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก แต่มักสร้างความตื่นตกใจและความเครียดต่อผู้ที่เป็นและผู้ที่พบเห็น  สาเหตุของการเกิดภาวะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่อาจพบสัมพันธ์กับภาวะความเจ็บปวดทางร่างกาย เช่น โรคประจำตัวที่เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด การออกกำลังกายอย่างหนัก การมีประจำเดือนผิดปกติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด...

มะเร็งผิวหนังในเล็บ 

จากกระแสที่เป็นข่าวเกี่ยวกับโรคมะเร็งผิวหนังที่เกิดขึ้นในเล็บ (Subungual melanoma) ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลที่จริงแล้วมะเร็งที่อยู่ใต้เล็บสามารถพบได้ในชาวเอเชียหรือคนผิวดำ ซึ่งมะเร็งชนิดนี้พบได้แต่ไม่บ่อยนัก ส่วนใหญ่เล็บที่มีแถบสีดำขึ้น มักจะยังไม่ถึงขั้นที่เข้าข่ายเป็นเนื้อร้าย แต่การตรวจดูเล็บเป็นประจำจะสามารถช่วยให้เราไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น และได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วก่อนที่จะมีการลามไปที่อวัยวะอื่น       แถบสีน้ำตาลอ่อนเป็นเส้นตรงมีความคมชัดดีและมีความกว้างไม่เกิน 6 มม.ถือว่าโอกาสจะเป็นมะเร็งค่อนข้างต่ำมาก วิธีการตรวจเล็บด้วยตัวเองสามารถยึดหลักง่าย ๆ ดังนี้ 1. แถบหรือเส้นสีน้ำตาลวิ่งตามความยาวของเล็บ: ตรวจดูว่าแถบสีน้ำตาลนั้นคมชัดดีหรือไม่  ถ้าคมชัดดีและมีความกว้างไม่เกิน 6 มิลลิเมตร ถือว่าโอกาสที่จะเป็นมะเร็งค่อนข้างต่ำมาก หากแถบสีมีความกว้าง สีไม่สม่ำเสมอ ขอบไม่คมชัด หรือ มีการเปลี่ยนสีและขนาด แนะนำว่าควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเร็วที่สุด 2. เม็ดสีบนจมูกเล็บ: หากสีน้ำตาลหรือดำเลอะขึ้นมาถึงจมูกเล็บ (Hutchinson’s sign) มักเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและควรไปพบแพทย์ 3. ก้อนเนื้อใต้เล็บ: อาจทำให้เล็บแยกออกจากฐานด้านล่าง ถ้าสังเกตเห็นว่าเล็บมีลักษณะนี้แนะนำว่าควรพบแพทย์เช่นกัน  แถบสีน้ำตาลเข้มเป็นเส้นตรง มีความคมชัด แต่สีไม่สม่ำเสมอและอาจมีความกว้างเกิน 6 มม.แนะนำว่าควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ อ.พญ.ชนิตว์วัณณ์ วิชญชาคร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่เล็บมีสีผิดปกติสามารถเกิดจากอะไรได้บ้างนอกจากมะเร็งผิวหนัง ซึ่งความจริงแล้วการที่เล็บมีสีผิดปกติไม่จำเป็นต้องเกิดจากมะเร็งผิวหนังเสมอไป สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เล็บเปลี่ยนสีได้ มีดังนี้ 1. แถบเล็บดำที่เป็นหลาย ๆ นิ้ว อาจเกิดจาก • เม็ดสีปกติในผู้ที่มีสีผิวเข้ม • ผิวหนังอักเสบรอบ...

ภาวะผมร่วงเป็นหย่อม

จากที่มีข่าวเรื่องการพูดถึงภรรยานักแสดงผู้มีชื่อเสียงในฮอลลีวูดเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม โดยพิธีกรในงานออสการ์ ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากโรคนี้อาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอายหรือเป็นปมด้อยแต่อันที่จริงแล้วโรคนี้เป็นโรคที่รักษาได้ ไม่ควรเป็นโรคที่น่ารังเกียจต่อสังคมเพราะไม่ได้เป็นโรคติดต่อหรือโรคอันตรายแต่อย่างใด พญ.ชินมนัส เลขวัต ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ภาวะผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ผู้ป่วยมีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆที่ศีรษะ โดยอาจจะมีขนร่วงที่บริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น คิ้ว หนวด จอนหรือขนตามร่างกาย ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการผมร่วงทั่วศีรษะหรือขนตามร่างกายร่วงจนหมดตามมา  ผู้ป่วยมักมีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ ในผู้ป่วยที่มีอาการมากอาจมีผมร่วงเป็นบริเวณกว้างทั้งศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยเกิดความอับอาย ไม่กล้าเข้าสังคม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โรคนี้พบได้ประมาณ 0.2% ของประชากรทั้งหมดและพบได้ทุกกลุ่มอายุและเกิดได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง โรคผมร่วงเป็นหย่อมนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านตนเอง...

“โรคอกบุ๋ม” ก็ผ่าตัดรักษาได้!! 

โรคอกบุ๋ม หรือเรียกว่า Pectus Excavatum เป็นความผิดรูปของผนังทรวงอกที่พบบ่อยมากที่สุด ภาวะนี้มักเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ของกระดูกส่วนล่างมากไป ส่งผลให้กระดูกสันอกถูกกดยุบลงไป ส่งผลทำให้หน้าอกเกิดการยุบตัว ซึ่งมีผลทำให้บุคลิกภาพหรือความมั่นใจเสีย โดยความผิดปกตินี้อาจพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ในคนส่วนมากผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่ในกรณีที่ภาวะนี้มีความผิดปกติอย่างรุนแรงอาจส่งผลทำให้มีอาการกดเบียดหัวใจและปอดได้ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ในบางรายอาจมีการกดเบียดลิ้นหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจรั่วได้ ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง  โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า โรคนี้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดที่ โดยมักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3-4 เท่า คนที่ประวัติครอบครัวอาจมีความเสี่ยงที่จะสืบทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ วิธีการวินิจฉัยมักทำได้โดยการเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT Chest) เพื่อดูสัดส่วนความกว้างยาวของบริเวณทรวงอกหรือที่เรียกว่า Haller index ถ้ามีอัตราส่วนมากกว่า 2.5 ถือว่ามีความผิดปกติ  ปัจจุบันวิธีการรักษาโรคนี้ ทำได้โดยการผ่าตัดวิธีเดียวเท่านั้น โดยจะมี 2 วิธีหลัก ๆ คือ วิธีการผ่าตัดแบบเปิด หรือ เรียกว่า Ravitch procedure หรืออีกวิธีที่เรียกว่า Sternal turnover  โดยทั้งนี้การผ่าตัดแบบเปิดเป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิม โดยการตัดกระดูกบริเวณหน้าอกแล้วพลิกกลับหรือตัดบริเวณกระดูกอ่อนแล้วดันขึ้นมา ส่วนอีกวิธีคือการผ่าตัดส่องกล้องหรือที่เรียกว่า Nuss procedure เป็นการผ่าตัดส่องกล้องโดยใช้แท่งโลหะผ่านบริเวณใต้กระดูกหน้าอกแล้วดัดกระดูก...
Social profiles